ต่อรองเงินเดือนอย่างไรให้ได้งาน? เทคนิคถามตอบ “เงินเดือนที่คาดหวัง” พร้อมตัวอย่างบทสนทนา

การต่อรองเงินเดือนเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่สุดของการสมัครงาน เพราะค่าตอบแทนไม่ได้มีผลแค่รายได้ในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง มูลค่าของประสบการณ์ ทักษะ และคุณค่าที่คุณจะนำมาสู่องค์กร
หลายคนมักเกร็งหรือกังวลเมื่อเจอคำถามจาก HR ว่า “ตั้งเงินเดือนที่คาดหวังไว้เท่าไหร่?” เพราะถ้าเรียกสูงเกินไปก็กลัวจะพลาดโอกาสได้งาน แต่ถ้าเรียกต่ำเกินไปก็เสียดายความสามารถ
ทำไมต้องเช็ก “เงินเดือนตลาด” ก่อนเปิดฉากต่อรอง?
ก่อนจะระบุตัวเลขที่ต้องการ คุณควรศึกษา Market Rate หรือช่วงเงินเดือนของตำแหน่งนั้นๆ ในตลาดแรงงานเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเลขที่คุณเสนอยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริงและมีเหตุผลรองรับ
โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับเงินเดือน ได้แก่:
- ประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง: ผู้สมัครที่มี Skill Set ตรงโจทย์ ย่อมมีอำนาจต่อรองสูงกว่า
- ขนาดและประเภทขององค์กร: บริษัทข้ามชาติ (MNCs) หรือบริษัทขนาดใหญ่มักมีโครงสร้างเงินเดือนสูงกว่าบริษัทขนาดเล็ก
- พื้นที่และตำแหน่งที่ตั้ง: จังหวัดหรือพื้นที่ทำงานส่งผลต่อค่าครองชีพและเงินเดือนฐาน
- ความต้องการของตลาดแรงงาน (Demand & Supply): สายงานที่ขาดแคลน ย่อมมีฐานเงินเดือนที่สูงกว่าปกติ
- Tip: เวลาพิจารณาเรื่องเงินเดือน อย่าดูแค่ “เงินเดือนพื้นฐาน” (Base Salary) เท่านั้น แต่ควรคำนวณ “แพ็กเกจรวม” (Total Package) เช่น โบนัสประจำปี, ค่าคอมมิชชัน, OT และสวัสดิการอื่นๆ ประกอบด้วยเสมอ
ควรพูดเรื่องเงินเดือน “ตอนไหน” ในการสัมภาษณ์?
จังหวะเวลาคือสิ่งสำคัญ หาก HR หรือผู้สัมภาษณ์ยังไม่ได้เปิดประเด็นเรื่องเงินเดือน คุณยังไม่จำเป็นต้องรีบเสนอตัวเลขตั้งแต่ช่วงแรกของการสัมภาษณ์
- ช่วงต้น-กลางการสัมภาษณ์: เน้นนำเสนอประสบการณ์ ทักษะ และจุดเด่นของคุณให้ผู้สัมภาษณ์เห็นคุณค่าก่อน
- เมื่อถูกถามเรื่องเงินเดือน: ให้ตอบด้วยความมั่นใจ ชัดเจน และ “เสนอเป็นช่วงเงินเดือน” (Salary Range) แทนตัวเลขเดี่ยวๆ เพื่อเปิดช่องว่างให้เจรจาได้ยืดหยุ่น
- ช่วงยื่นข้อเสนอ (Job Offer): เป็นช่วงที่คุณมีข้อมูล scope งานชัดเจนที่สุด เหมาะสำหรับการต่อรองรอบสุดท้ายก่อนเซ็นสัญญา
วิธีตอบคำถาม “เงินเดือนที่คาดหวังเท่าไหร่?” แบบมืออาชีพ

หลักการสำคัญคือ “อย่าพูดแค่ตัวเลข แต่ต้องเชื่อมโยงกับคุณค่าที่คุณมี” และหลีกเลี่ยงคำตอบประเภท “เท่าไหร่ก็ได้ครับ/ค่ะ” เพราะจะทำให้ดูขาดความมั่นใจและไม่รู้มูลค่าของตัวเอง
ตัวอย่างประโยคตอบเรื่องเงินเดือนตามสถานการณ์
- กรณีมีประสบการณ์ทำงาน: “จากประสบการณ์ในสายงานนี้ประมาณ [จำนวนปี] ปี รวมทั้งทักษะด้าน [ระบุทักษะเด่น] ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตำแหน่งนี้ได้ ผม/ดิฉัน มองว่าช่วงเงินเดือนที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 35,000 บาท ครับ/ค่ะ”
- กรณีเด็กจบใหม่ (Fresh Graduate): “จากการศึกษาช่วงเงินเดือนของตำแหน่งนี้ในตลาด และพิจารณาจากทักษะที่ผม/ดิฉัน มี ผม/ดิฉัน คาดหวังเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 23,000 บาท ครับ/ค่ะ ทั้งนี้ ยินดีพิจารณาเพิ่มเติมตามโครงสร้างและสวัสดิการของบริษัทครับ/ค่ะ”
- กรณีเปลี่ยนสายงาน (Career Changer): “แม้จะเป็นการข้ามสายงาน แต่ผม/ดิฉัน มีประสบการณ์ด้านการบริหารโครงการและการประสานงานกับลูกค้า ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำมาต่อยอดกับตำแหน่งนี้ได้ทันที จึงคาดหวังเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 25,000 – 28,000 บาท ครับ/ค่ะ”
นอกจากเงินเดือนแล้ว “ต่อรอง” อะไรได้อีกบ้าง?

หากบริษัทมีงบประมาณจำกัดและไม่สามารถดันเงินเดือนฐานขึ้นไปตามที่คุณขอได้ อย่าพึ่งรีบปฏิเสธ! คุณสามารถเจรจาขอข้อเสนอในส่วนอื่นๆ ทดแทนได้ ดังนี้:
🔹 สวัสดิการการทำงาน: วันลาพักร้อนเพิ่ม, เวลาทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexi-hours), การทำงานแบบ Hybrid / WFH
🔹 เบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนอื่น: ค่าเดินทาง, ค่าโทรศัพท์, ค่าอบรมเพิ่มพูนทักษะ (Training Allowance)
🔹 ข้อตกลงระยะยาว: การทบทวนปรับเงินเดือนหลังผ่านช่วงทดลองงาน (Probation Review)
5 ข้อผิดพลาดที่ต้องระวังเมื่อต่อรองเงินเดือน
- เรียกสูงเกินไปโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน: เสนอตัวเลขสูงกว่าตลาด แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าคุณมีดีอะไร
- เอาเรื่องส่วนตัวมาอ้าง: อ้างภาระค่าใช้จ่าย เช่น “ต้องผ่อนคอนโด/มีค่าน้ำมันแพง” (นายจ้างพิจารณาจากคุณค่าที่คุณสร้าง ไม่ใช่ภาระส่วนตัว)
- เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น: พูดว่า “เพื่อนผมทำที่อื่นได้เท่านี้” (บริบทและองค์กรแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน)
- รีบสรุปตัวเลขก่อนรู้ขอบเขตงาน: หากยังไม่รู้รายละเอียดความรับผิดชอบที่แน่ชัด การระบุตัวเลขไวเกินไปอาจทำให้คุณเสียเปรียบ
- ต่อรองด้วยอารมณ์: แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือกดดันเมื่อไม่ได้ตัวเลขตามต้องการ ให้ใช้วิธีพูดคุยด้วยเหตุผลและรักษาความเป็นมืออาชีพเสมอ
ตัวอย่างบทสนทนาต่อรองเงินเดือน (นำไปใช้ได้ทันที)
🔹 สถานการณ์ที่ 1: ถูกถามเรื่องเงินเดือนที่คาดหวัง
- HR: “เงินเดือนที่คาดหวังสำหรับตำแหน่งนี้อยู่ที่เท่าไหร่ครับ/คะ?”
- คุณ: “จากประสบการณ์และทักษะที่ผม/ดิฉันมี ผม/ดิฉันคาดหวังอยู่ที่ประมาณ 28,000–32,000 บาทครับ/ค่ะ แต่ยินดีพูดคุยเพิ่มเติมตามรายละเอียดของตำแหน่งและแพ็กเกจสวัสดิการของบริษัทครับ/ค่ะ”
🔹 สถานการณ์ที่ 2: บริษัทเสนอเงินเดือนต่ำกว่าที่คาดไว้
- HR: “ทางบริษัทสามารถเสนอเงินเดือนเริ่มต้นที่ 25,000 บาทครับ/ค่ะ”
- คุณ: “ขอบคุณสำหรับข้อเสนอครับ/ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและขอบเขตความรับผิดชอบของตำแหน่งนี้ ผม/ดิฉันคาดหวังไว้ที่ประมาณ 30,000 บาท ไม่ทราบว่าทางบริษัทพอจะพิจารณาปรับข้อเสนอขึ้นอีกสักนิดได้ไหมครับ/คะ?”
🔹 สถานการณ์ที่ 3: บริษัทไม่สามารถเพิ่มเงินเดือนฐานได้จริงๆ
- HR: “โครงสร้างของตำแหน่งนี้จำกัดงบไว้เท่านี้จริงๆ ครับ/ค่ะ ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้อีกแล้ว”
- คุณ: “เข้าใจครับ/ค่ะ หากเรื่องเงินเดือนฐานยังไม่สามารถปรับได้ ไม่ทราบว่าพอจะพิจารณาเรื่อง [การทบทวนเงินเดือนหลังผ่านโปร / การทำงานแบบ WFH / สวัสดิการอื่นๆ] แทนได้ไหมครับ/คะ?”
เมื่อไหร่ควร “ตอบรับ” หรือ “ปฏิเสธ” ข้อเสนอ?
ก่อนเซ็นสัญญา ให้ลองใช้ checklist เหล่านี้ทบทวนข้อเสนอภาพรวมทั้งหมด:
✅ ควรตอบรับข้อเสนอ เมื่อ:
- ค่าตอบแทนรวม (Total Compensation) เหมาะสมกับตลาดและความรับผิดชอบ
- วัฒนธรรมองค์กรและเงื่อนไขเวลาทำงานตอบโจทย์ชีวิต
- มีโอกาสในการเติบโตในสายงานชัดเจน
❌ ควรพิจารณาปฏิเสธ (อย่างสุภาพ) เมื่อ:
- ค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐานมากจนไม่คุ้มค่าครองชีพและความรับผิดชอบ
- ขอบเขตงานจริงไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้
- ไม่มีความชัดเจนเรื่องสวัสดิการหรือสัญญาจ้าง
สรุปการต่อรอง
การต่อรองเงินเดือนไม่ใช่การ “เรียกร้องให้ได้มากที่สุด” แต่คือการ “หาจุดสมดุลที่ลงตัวที่สุด” ระหว่างคุณค่าที่คุณมอบให้องค์กร กับค่าตอบแทนที่บริษัทมอบให้คุณอย่างเป็นธรรม
เตรียมตัวเลขในใจ มีเหตุผลรองรับ และสื่อสารด้วยความมั่นใจแต่นอบน้อม เพียงเท่านี้คุณก็พร้อมคว้าทั้งงานที่ใช่และเงินเดือนที่ชอบแล้วครับ!